วันอังคารที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2561

HTML

HTML
         ย่อมาจาก HyperText Markup Language
         หมายถึง เป็นภาษาคอมพิวเตอร์รูปแบบหนึ่ง ที่มีลักษณะเป็นภาษาในเชิง การบรรยายเอกสารไฮเปอร์มีเดีย (Hypermedia Document Description Language) เพื่อนำเสนอเอกสารนั้น เผยแพร่ในระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ต มีโครงสร้างการเขียน ที่อาศัยตัวกำกับ เรียกว่า แท็ก (Tag) ควบคุมการแสดงผลของข้อความ, รูปภาพ หรือวัตถุอื่นๆ ผ่านโปรแกรมเว็บเบราเซอร์ (Web Browser). 


รูปแบบการใช้คำสั่ง

Tag
     Tag เป็นลักษณะเฉพาะของภาษา HTML ใช้ในการระบุรูปแบบคำสั่ง หรือการลงรหัสคำสั่ง HTML ภายในเครื่องหมาย less-than bracket ( < ) และ greater-than bracket ( > ) โดยที่ Tag HTML แบ่งได้ 2 ลักษณะ คือ
· Tag เดี่ยว
     เป็น Tag ที่ไม่ต้องมีการปิดรหัส เช่น <P>, <BR> เป็นต้น
· Tag คู่     เป็น Tag ที่ประกอบด้วย Tag เปิด และ Tag ปิด โดย Tag ปิด จะมีเครื่องหมาย slash ( / ) นำหน้าคำสั่งใน Tag นั้นๆ เช่น <B>…</B>, <BLINK>…</BLINK> เป็นต้น

โครงสร้างเอกสาร HTML
     ไฟล์เอกสาร HTML ประกอบด้วยส่วนประกอบสองส่วนคือ Head กับ Body โดยสามารถเปรียบเทียบได้ง่ายๆ ก็คือ ส่วน Head จะคล้ายกับส่วนที่เป็น Header ของหน้าเอกสารทั่วไป หรือบรรทัด Title ของหน้าต่างการทำงานในระบบ Windows สำหรับส่วน Body จะเป็นส่วนเนื้อหาของเอกสารนั้นๆ โดยทั้งสองส่วนจะอยู่ภายใน Tag <HTML>…</HTML>



     การเขียนโปรแกรมด้วยภาษา HTML จะมีโครงสร้างหลักและการจัดวางคำสั่งหลักที่เป็นมาตรฐานเหมือนกันทั่วโลก โดยจะประกอบด้วยคำสั่งหลัก ๆ อยู่ 4 คำสั่งด้วยกันดังนี้

1. <HTML>……….</HTML> เป็นคำสั่งหลักที่ทำหน้าที่บอกจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของเอกสาร HTML

2. <HEAD>……….</HEAD> เป็นคำสั่งที่ทำหน้าที่กำหนดส่วนหัวเรื่อง

3. <TITLE>……….</TITLE>เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดข้อความที่ต้องการนำมาแสดงผลบนแถบ Title bar คำสั่งนี้จะอยู่ภายในคำสั่งส่วน <HEAD>……….</HEAD> โดยกำหนดความยาวของตัวอักษรไม่เกิน 64 ตัวอักษร

4. <BODY>……….</BODY>เป็นคำสั่งที่กำหนดข้อความและรูปแบบของคำสั่งต่าง ๆ ที่ใช้สำหรับปรับแต่งเอกสารที่จะนำเสนอออกทางจอภาพ


คำสั่งพื้นฐาน

ภาษา htmlคำอธิบาย
<HTML></HTML>คำสั่ง<HTML>คือคำสั่งเริ่มต้นในการเขียนโปรแกรม
 HTML และมีคำสั่ง</HTML>เพื่อบอกจุดสิ้นสุดโปรแกรม
<HEAD></HEAD>คำสั่ง<HEAD>คือคำสั่งบอกส่วนที่เป็นชื่อเรื่อง โดยมีคำสั่งย่อย
<TITLE>อยู่ภายใน
<TITLE></TITLE>คำสั่ง<TITLE>คือคำสั่งบอกชื่อเรื่อง จะไปปรากฏที่ Title Bar
<!-- ข้อความ >คำสั่ง หมายเหตุ ใช้อธิบายความหมาย ขื่อผู้เขียนโปรแกรม และอื่นๆ
<br>คำสั่งขึ้นบรรทัดใหม่
<p></p>คำสั่งย่อหน้าใหม่
<hr width="50%" size = "3">คำสั่ง ตีเส้น, กำหนดขนาดเส้น
<IMG SRC = "PHOTO.GIF">คำสั่งแสดงรูปภาพชื่อ Photo.gif
<CENTER>ข้อความ </CENTER>คำสั่งจัดให้ข้อความอยู่กึ่งกลาง
<TITLE></TITLE>คำสั่ง<TITLE>คือคำสั่งบอกชื่อเรื่อง จะไปปรากฏที่ Title Bar
<BODY> </BODY>คำสั่ง<BODY>คือคำสั่งบอกส่วนเนื้อเรื่อง ที่จะถูกแสดงผลในเว็บบราวเซอร์
 ประกอบด้วยรูปภาพ ตัวอักษร ตาราง เป็นต้น

รูปแบบการใช้ Font
<html>
<head>
<title>โรงเรียนบางบ่อวิทยาคม</title>
</head>
<body>
<font face="angsanaUPC"><b>สวัสดี<br></b></font>
<font face="jasmineUPC"><i>สวัสดี<br></i></font>
<font face="IrisUPC"><u>สวัสดี<br></u></font>
<font Size=7><s>สวัสดดี<br></font></s>
<font Color=red><font size=9>สวัสดี<br></font></font>
<body>
</html>

รูปแบบตัวอักษร ภาษา HTML
ภาษา html

คำอธิบาย

<font size = "3">ข้อความ</font>ขนาดตัวอักษร
<font color = "red">ข้อความ</font>สีตัวอักษร หรืออาจจะกำหนดเป็นโค๊ดสีก็ได้
<font face = "Arial">ข้อความ</font>รูปแบบตัวอักษร
<h5>ข้อความ </h5>กำหนดขนาดตัวอักษร เริ่มที่ h1 ขนาดเล็กสุด
ถึง h5 ขนาดใหญ่สุด
<besefont size = "2">ข้อความ </font>กำหนดค่าเริ่มต้นของขนาดตัวอักษร
<b>ข้อความ</b>ตัวอักษรหนา
<i>ข้อความ</i>ตัวอักษเอน
<u>ข้อความ</u>ขีดเส้นใต้ตัวอักษร
<div align="left">ข้อความ</div>เป็นคำสั่งที่ใช้สั่งข้อความชิดซ้าย
<div align="right">ข้อความ</div>เป็นคำสั่งที่ใช้สั่งข้อความชิดขวา
<sup>ข้อความ</sup>เป็นคำสั่งที่ใช้สั่งข้อความเป็นตัวยก
<SUB>ข้อความ</SUB>เป็นคำสั่งที่ใช้สั่งข้อความเป็นตัวห้อย
<tt>ข้อความ</tt>ตัวอักษรแบบพิม์ดีด
หมายเหตุ เราสามารถใช้คำสั่งกำหนดรูปแบบตัวอักษรหลายๆรูปแบบ
ได้ เช่น <font face = "Arial" size = "3" color = "red"
< <ข้อความ /font< เป็นต้น

วันจันทร์ที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2561

ภาษาคอมพิวเตอร์

ภาษาคอมพิวเตอร์
           ↠ หมายถึง ภาษาใด ๆ ที่ผู้ใช้งานใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ด้วยกัน แล้วคอมพิวเตอร์สามารถทำงานตามคำสั่งนั้นได้ คำนี้มักใช้เรียกแทนภาษาโปรแกรม แต่ความเป็นจริงภาษาโปรแกรมคือส่วนหนึ่งของภาษาคอมพิวเตอร์เท่านั้น และมีภาษาอื่น ๆ ที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์เช่นกัน
            

           ↠ระดับภาษาคอมพิวเตอร์ แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม คือ ภาษาระดับสูง (high level) และภาษาระดับต่ำ (low level)
             
   ภาษาระดับต่ำ (Low Level Language) เป็นภาษาที่มนุษย์ทำความเข้าใจได้ยาก ส่วนใหญ่ต้องมีความเข้าใจเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์ และฮาร์ดแวร์เป็นอย่างดีจึงจะสามารถเขียนโปรแกรมสั่งงานได้มีข้อดีในส่วนที่เขียนโปรแกรมควบคุมอาร์ดาแวร์แต่ละส่วนได้โดยตรงจึงทำงานได้เร็ว แต่ไม่เหมาะที่จะใช้ในการพัฒนาโปรแกรม ตัวอย่างของภาษาระดับต่ำได้แก่ ภาษาเครื่อง (Machine Language) และภาษาแอสเซมบลี (Assembly Language).


ภาษาเครื่อง


ภาษาแอสเซมบลี

                ภาษาระดับสูง (High Level Language) เป็นภาษาที่ทำความเข้าใจได้ง่าย มีลักษณะของ
การใช้คำสั่งเป็นภาษาอังกฤษซึ่งใกล้เคียงกับภาษามนุษย์มากการสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานจะต้องมีการแปลความหมายของคำสั่งโดยใช้ตัวแปลภาษาทีละชุดคำสั่งที่เรียกว่า Interpreterหรือแปลครั้งเดียวทั้งโปรแกรมที่เรียกว่า Compiler.
          



ภาษา cobol


ภาษา html

แหล่งอ้างอิง
https://th.wikipedia.org/
http://boonraong.blogspot.com/
www.krui3.com

วันอาทิตย์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2561

ใบงาน 4 โปรแกรมคอมพิวเตอร์

โปรแกรมคอมพิวเตอร์
    แบ่งออกเป็น 3 ประเภท
1.โปรแกรมระบบปฏิบัติการ (Operating System)
        ระบบปฏิบัติการหรือโอเอส (OS : Operating System) โปรแกรมประเภทนี้จะทำหน้าที่คอยดูแลระบบ รวมทั้งติดต่อกับฮาร์ดแวร์ส่วนต่างๆ ควบคุมการทำงานของคีย์บอร์ด จอภาพ ระบบอ่านและบันทึกข้อมูล ทำให้ผู้ใช้และผู้พัฒนาโปรแกรมต่างๆ ไม่ต้องเขียนโปรแกรมติดต่อกับระบบเอง 
     ตัวอย่าง

                                                               
                                                           Windows XP


โปรแกรม UNIX 


ดอส (DOS : Disk Operating System)

2.โปรแกรมเอนกประสงค์  (Utility Program)
        โปรแกรมระบบที่ทำหน้าที่ในการอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ให้สามารถทำงานได้สะดวก รวดเร็วและง่ายขึ้น เช่น โปรแกรมที่ใช้ในการเรียงลำดับข้อมูล โปรแกรมโอนย้ายข้อมูลจากชนิดหนึ่งไปยังอักชนิดหนึ่ง โปรแกรมรวบรวมข้อมูล 2 ชุดเข้าด้วยกัน โปรแกรมคัดลอกข้อมูลเป็นต้น โปรแกรมประเภทนี้จะช่วยอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้คอมพิวเตอร์ และยังเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาหรือวิเคราะห์ปัญหารวมทั้งตรวจสอบระบบได้อีกด้วย 
     ตัวอย่าง

                                                                  HWiNFO 64


                                                            Core Temp 1.0 RC6


                                                    โปรแกรม McAfee Virus Scan
3.โปรแกรมประยุกต์ (Application)
        โปรแกรมประเภทนี้บางครั้งจะเรียกว่า ซอฟต์แวร์สำเร็จรูป (Package Software) เป็นโปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาสำหรับงานเฉพาะด้าน มีการทำงานที่แตกต่างกัน
      ตัวอย่าง

โปรแกรมบัญชี TRCLOUD


โปรแกรม Adobe Photoshop


โปรแกรม Adobe Flash

วันพฤหัสบดีที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2561

ใบงานที่ 3 การถ่ายทอดความคิดในการแก้ปํญหาด้วยอัลกอริทึม

การถ่ายทอดความคิดในการแก้ปํญหาด้วยอัลกอริทึม

1. การเขียนรหัสจำลอง ( Pseudo Code )   
     ตอบ     รหัสจำลอง   หรือ Pseudo Code  คือ เป็นคำบรรยายที่เขียนแสดงขั้นตอนวิธี(algorithm) ของการเขียนโปรแกรม โดยใช้ภาษาที่กะทัดรัด สื่อสารกับโปรแกรมเมอร์ผู้เขียนโปรแกรม โดยอาจใช้ภาษาที่ใช้ทั่วไปและอาจมีภาษาที่ใช้ในการเขียนโปรแกรมประกอบ แต่ไม่มีมาตรฐานแน่นอนในการเขียน pseudo code  และไม่สามารถนำไปทำงานบนคอมพิวเตอร์โดยตรง(เพราะไม่ใช่คำสั่งในภาษาคอมพิวเตอร์) และไม่ขึ้นกับภาษาคอมพิวเตอร์ภาษาใดภาษาหนึ่ง
               
                ตัวอย่าง  จงเขียน Pseudocode จากโปรแกรมหาค่าเฉลี่ยของตัวเลข 10 ค่า แล้วแสดงค่าเฉลี่ยออกมาทางหน้าจอ
1. for i = 1 to 10 <– เป็นคำสั่งวนรอบจำนวน 10 รอบ
1. read num
2. calculate sum = sum + num
2. calculate mean = sum / 10
3. print mean 

2.การเขียนผังงาน (flowchart)
   ตอบ   2.1 ความหมาย
                  คือ แผนภาพซึ่งแสดงลำดับขั้นตอนของการทำงาน โดยแต่ละขั้นตอนจะถูกแสดงโดยใช้สัญลักษณ์ซึ่งมีความหมายบ่งบอกว่า ขั้นตอนนั้น ๆ มีลักษณะการทำงาน ทำให้ง่ายต่อความเข้าใจ ว่าในการทำงานนั้นมีขั้นตอนอะไรบ้าง และมีลำดับอย่างไร
  2.2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการเขียนผังงาน
                 จะใช้สัญลักษณ์ที่เป็นรูปภาพแทนคำสั่งการทำงานโดยจะไม่ใช้คำอธิบายลักษณะการทำงาน มีลูกศรแสดงทิศทางการไหลของข้อมูลตั้งแต่เริ่มต้นไปสิ้นสุดโปรแกรม
  2.3 ตัวอย่าง 1 ตัวอย่าง 


วันอังคารที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2561

ใบงานที่2 การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ

การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ

การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศมี 4 ขั้นตอน คือ 

· การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา 

       เป็นขั้นตอนแรกของการแก้ปัญหา เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาแยกแยะให้ออกว่าข้อมูลที่กำหนดมาในปัญหา หรือเงื่อนไขตัวแปรคืออะไร สิ่งที่ต้องการคืออะไร รวมไปถึงวิธีการที่ใช้ประมวลผล ซึ่งการวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหามีองค์ประกอบ ดังนี้

- สิ่งที่โจทย์ต้องการได้แก่ การวิเคราะห์จากโจทย์ว่าสิ่งที่โจทย์ต้องการนั้นคืออะไร สามารถแยกได้
ออกมาเป็นรายละเอียดที่ชัดเจน


- การระบุข้อมูลที่ต้องส่งออก ได้แก่ การพิจารณาเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องหาคำตอบ
- การระบุข้อมูลนำเข้า ได้แก่การพิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขที่กำหนดมาในปัญหา

- การกำหนดตัวแปร ได้แก่ ตัวเก็บค่าต่างๆในการทำงาน

- การกำหนดวิธีประมวลผล ได้แก่ การพิจารณาขั้นตอนวิธีการได้มาซึ่งคำตอบ


· การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี 
     

        เป็นขั้นตอนของการวางแผนในการแก้ปัญหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังจากที่เราทำความเข้าใจกับปัญหา โดยพิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขที่มีอยู่ และสิ่งที่ต้องการหาจึงจะสามารถคาดคะเนวิธีการที่จะใช้ในการแก้ปัญหา ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้แก้ปัญหาเป็นหลัก หากเราเคยพบกัปัญหาทำนองนี้มาแล้ว ก็สามารถดำเนินการตามแนวทางที่เคยปฏิบัติมา

ขั้นตอนนี้จะเริ่มจากการเลือกเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหา โดยพิจารณาความเหมาะสมระหว่างเครื่องมือกับเงื่อนไขต่างๆ ของปัญหาซึ่งหมายรวมถึงความสามารถของเครื่องมือในการแก้ปัญหาดังกล่าว และสิ่งที่สำคัญคือความคุ้นเคยในการใช้งานเครื่องมือที่เลือก เช่นต้องการศึกษาข้อมูลจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้แก้ปัญหาต้องสามารถใช้ระบบเครือข่ายดังกล่าวได้ นอกจากนี้การแก้ปัญหาควรเขียน ขั้นตอนวิธี (Algorithm) ในการแก้ปัญหา หลังจากที่เราได้เครื่องมือช่วยแก้ปัญหาแล้ว ผู้แก้ปัญหาต้องวางแผนว่าจะใช้เครื่องมือดังกล่าวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพมากที่สุด

การเขียนขั้นตอนวิธีในการแก้ปัญหา ผู้แก้ปัญหาควรใช้แผนภาพหรือเครื่องมือในการแสดงขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ เช่น ผังงาน (Flowchart) ที่จำลองขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาในรูปของสัญลักษณ์ รหัสลำลอง (pseudo code) ซึ่งเป็นการจำลองขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหาในรูปของคำบรรยาย การใช้เครื่องมือช่วยออกแบบดังกล่าวนอกจากแสดงกระบวนการที่ชัดเจนแล้วยังช่วยให้ผู้แก้ปัญหาสามารถหาข้อผิดพลาดของวิธีการที่ใช้ได้ง่ายและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว


· การดำเนินการแก้ปัญหา เป็นขั้นตอนแก้ปัญหา
      

        โดยใช้เครื่องมือที่ได้เลือกไว้ เช่น คอมพิวเตอร์และโปรแกรมสำเร็จหรือใช้ภาษาคอมพิวเตอร์
เขียนโปรแกรม ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่เลือกใช้ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องศึกษาให้
เข้าใจ มีความรู้ความสามารถในการเขียนโปรแกรมเป็นอย่างดี และในขณะดำเนินการหากพบ
แนวทางที่ดีกว่าที่ออกแบบไว้ก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม



· การตรวจสอบและปรับปรุง 
     

         เป็นขั้นตอนการตรวจสอบว่าขั้นตอนวิธีที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับรายละเอียดของปัญหา เช่น
ข้อมูลรับเข้า ข้อมูลรับออก หรือไม่ เพื่อให้ความมั่นใจได้ว่าสามารถรองรับข้อมูลได้ในทุกกรณีถูกต้องและสมบูรณ์ในขณะเดียวกันต้องปรับปรุงวิธีการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

My Profile

 😈😈 My Profile 😈😈


↠ชื่อ สุพิชชา  ประสพสุข
↠ชื่อเล่น แป้ง 
↠Name Supitcha  Prasopsuk
↠Nickname Pang
↠D/M/Y : 24 /05/2002  ↠Age : 15 
↠ศึกษาอยู่ : โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง
↠ระดับ : มัธยมศึกษาปีที่ 5/2 
↠สีที่ชอบ : baby pink / yellow / mint
↠งานอดิเรก : ฟังเพลง / ดูหนัง / เต้น
↠สิ่งที่ไม่ชอบ : สัตว์จำพวก กบ ตุ๊กแก หนอน  / หนังสยองขวัญ
↠อาชีพที่อยากเป็น : ดีไซเนอร์ / stylist
                                      

ใบงานที่ 1 กระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ



1.ความหมายและขั้นตอนของการแก้ปัญหา
1.ความหมายของกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ
ตอบ  ขั้นตอนการแก้ปัญหาหรือตอบสนองต่อความต้องการซึ่งจะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากทรัพยากรให้เป็นผลผลิตหรือผลลัพธ์ระบบเทคโนโลยีประกอบด้วยกระบวนการเทคโนโลยีก่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอย ตามที่มนุษย์ต้องการและเปลี่ยนแปลงการเพิ่มประสิทธิภาพในการทำกิจกรรมต่างๆของมนุษย์ เพราะมนุษย์มีความต้องการในการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆในการดำรงชีวิต ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาที่อาจเกิดจากการประดิษฐ์คิดค้นต่างๆที่มนุษย์สร้างขึ้น และบางครั้งปัญหาอาจเกิดการผลิตสิ่งของต่างๆไม่ตรงตามความต้องการไม่ได้คุณภาพจึงต้องมีการออกแบบ เพื่อจะนำมาแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นดังกล่าว.
2.ขั้นตอนการแก้ปัญหา ด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศ

ตอบ การแก้ปัญหาด้วยกระบวนการเทคโนโลยีสารสนเทศมี 4 ขั้นตอน คือ

· การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา

       เป็นขั้นตอนแรกของการแก้ปัญหา เพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาแยกแยะให้ออกว่าข้อมูลที่กำหนดมาในปัญหา หรือเงื่อนไขตัวแปรคืออะไร สิ่งที่ต้องการคืออะไร รวมไปถึงวิธีการที่ใช้ประมวลผล ซึ่งการวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหามีองค์ประกอบ ดังนี้

- สิ่งที่โจทย์ต้องการได้แก่ การวิเคราะห์จากโจทย์ว่าสิ่งที่โจทย์ต้องการนั้นคืออะไร สามารถแยกได้

ออกมาเป็นรายละเอียดที่ชัดเจน

- การระบุข้อมูลที่ต้องส่งออก ได้แก่ การพิจารณาเป้าหมายหรือสิ่งที่ต้องหาคำตอบ

- การระบุข้อมูลนำเข้า ได้แก่การพิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขที่กำหนดมาในปัญหา

- การกำหนดตัวแปร ได้แก่ ตัวเก็บค่าต่างๆในการทำงาน

- การกำหนดวิธีประมวลผล ได้แก่ การพิจารณาขั้นตอนวิธีการได้มาซึ่งคำตอบ


· การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี
      เป็นขั้นตอนของการวางแผนในการแก้ปัญหาอย่างละเอียดถี่ถ้วน หลังจากที่เราทำความเข้าใจ

กับปัญหา โดยพิจารณาข้อมูลและเงื่อนไขที่มีอยู่ และสิ่งที่ต้องการหาจึงจะสามารถคาดคะเนวิธีการ

ที่จะใช้ในการแก้ปัญหา ขั้นตอนนี้จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์ของผู้แก้ปัญหาเป็นหลัก หากเรา

เคยพบกับปัญหาทำนองนี้มาแล้ว ก็สามารถดำเนินการตามแนวทางที่เคยปฏิบัติมา


ขั้นตอนนี้จะเริ่มจากการเลือกเครื่องมือที่ใช้ในการแก้ปัญหา โดยพิจารณาความเหมาะสม

ระหว่างเครื่องมือกับเงื่อนไขต่างๆ ของปัญหาซึ่งหมายรวมถึงความสามารถของเครื่องมือในการ

แก้ปัญหาดังกล่าว และสิ่งที่สำคัญคือความคุ้นเคยในการใช้งานเครื่องมือที่เลือก เช่นต้องการศึกษา

ข้อมูลจากระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ผู้แก้ปัญหาต้องสามารถใช้ระบบเครือข่ายดังกล่าวได้ นอกจากนี้

การแก้ปัญหาควรเขียน ขั้นตอนวิธี (Algorithm) ในการแก้ปัญหา หลังจากที่เราได้เครื่องมือช่วย

แก้ปัญหาแล้ว ผู้แก้ปัญหาต้องวางแผนว่าจะใช้เครื่องมือดังกล่าวเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องและมี

ประสิทธิภาพมากที่สุด


การเขียนขั้นตอนวิธีในการแก้ปัญหา ผู้แก้ปัญหาควรใช้แผนภาพหรือเครื่องมือในการแสดง

ขั้นตอนการทำงานเพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจ เช่น ผังงาน (Flowchart) ที่จำลองขั้นตอนวิธีการ

แก้ปัญหาในรูปของสัญลักษณ์ รหัสลำลอง (pseudo code) ซึ่งเป็นการจำลองขั้นตอนวิธีการแก้ปัญหา

ในรูปของคำบรรยาย การใช้เครื่องมือช่วยออกแบบดังกล่าวนอกจากแสดงกระบวนการที่ชัดเจนแล้ว

ยังช่วยให้ผู้แก้ปัญหาสามารถหาข้อผิดพลาดของวิธีการที่ใช้ได้ง่ายและแก้ไขได้อย่างรวดเร็ว


· การดำเนินการแก้ปัญหา เป็นขั้นตอนแก้ปัญหา
       โดยใช้เครื่องมือที่ได้เลือกไว้ เช่น คอมพิวเตอร์และโปรแกรมสำเร็จหรือใช้ภาษาคอมพิวเตอร์

เขียนโปรแกรม ขั้นตอนนี้ต้องอาศัยความรู้เกี่ยวกับเครื่องมือที่เลือกใช้ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องศึกษาให้

เข้าใจ มีความรู้ความสามารถในการเขียนโปรแกรมเป็นอย่างดี และในขณะดำเนินการหากพบ

แนวทางที่ดีกว่าที่ออกแบบไว้ก็สามารถปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม



· การตรวจสอบและปรับปรุง
      เป็นขั้นตอนการตรวจสอบว่าขั้นตอนวิธีที่สร้างขึ้นสอดคล้องกับรายละเอียดของปัญหา เช่น

ข้อมูลรับเข้า ข้อมูลรับออก หรือไม่ เพื่อให้ความมั่นใจได้ว่าสามารถรองรับข้อมูลได้ในทุกกรณีถูกต้อง

และสมบูรณ์ในขณะเดียวกันต้องปรับปรุงวิธีการเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด


2.ยกตัวอย่างปัญหา1ปัญหา พร้อมด้วยวิธีการแก้ปัญหา เป็นลำดับขั้นตอน 

1.วิเคราะห์ปัญหา - การไม่สนใจและขี้เกียจจะทำการบ้านเมื่ออยู่ที่บ้านแต่เมื่ออยู่ที่รร.จะตั้งใจทำงานและรีบทำงานให้สมบูรณ์ทุกอย่าง
2.วิธีแก้ปัญหา/ขั้นตอน - หันมาสนใจงานที่ได้รับมาหรือค้างไว้อยู่ และ พยายามไม่สนใจในสิ่งรอบข้างที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานที่จะทำ
3.ดำเนินการแก้ไขปัญหา - ทำตามขั้นตอนและข้อกำหนดที่ให้ไว้
4. ตรวจสอบ - หลังจากที่ทำตามข้อกำหนดแล้วดูว่าเมื่อผ่านไปมีการเปลี่ยนแปลงในการทำงานหร์อไม่ ถ้าเปลี่ยนแสดงว่าสิ่งที่กำหนดมาได้ผลต่อการบริหารการทำงาน


ใบงานที่ 2 ตัวอย่างโครงงาน

1.ชื่อโครงงาน       ⤿ ห้องเรียนคอมพิวเตอร์อัตโนมัติ  ( Automatic computer classroom) 2.ประเภทของโครงงาน       ⤿ โครงงานประเภทการป...